กรมสุขภาพจิต แนะวิธีการสังเกตและประเมินพัฒนาการของลูกเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีความเสี่ยงพัฒนาการล่าช้าและการดูแลส่งเสริมให้มีพัฒนาการตามวัยที่ ถูกต้องเหมาะสม

ปัจจุบัน พบเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า เฉลี่ย 240,000 คนต่อปี ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว คือ การขาดการดูแลเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิด – 5 ขวบ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ พบว่า ในประเทศไทย อัตราการเข้าถึงบริการของเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ/ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ยัง มีน้อย เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญามีการเข้าถึงเพียง 33,592 คน หรือประมาณ 5.23% และเป็นเด็กออทิสติก 7,212 คน หรือประมาณ 12.02% ของประชากรเด็ก การค้นหา การช่วยเหลือเด็กที่มีความเสี่ยงและการดูแลส่งเสริมให้มีพัฒนาการตามวัยที่ ถูกต้องเหมาะสม ตั้งแต่ระยะแรกอย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญยิ่งที่จะส่งผลให้เด็กเติบโตเป็น ทรัพยากรที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศต่อไป

กรมสุขภาพจิต มีนโยบายพัฒนางานส่งเสริมสุขภาพจิตตามกลุ่มวัย ซึ่งในวัยเด็กจะมุ่งเน้นการส่งเสริมพัฒนาการและการพัฒนาความฉลาดทางสติปัญญา และอารมณ์ หรือ iq-eq โดยพัฒนาคุณภาพการตรวจพัฒนาการเด็กควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในคลินิก สุขภาพเด็กดี ซึ่งจะมีการประเมินพัฒนาการเด็กตามช่วงอายุที่มารับการฉีดวัคซีน กรณีเด็กมีพัฒนาการไม่สมวัย จะได้รับการกระตุ้นพัฒนาการเป็นระยะเวลา 1เดือนและประเมินพัฒนาการซ้ำ ถ้ามีปัญหาพัฒนาการล่าช้าจะได้รับการดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาพัฒนาการ สำหรับในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เด็กจะได้รับการเฝ้าระวังด้านพัฒนาการและความฉลาดทางอารมณ์ โดยครูศูนย์เด็กเล็กจะประเมินพัฒนาการเด็กภาคเรียนละ 1 ครั้ง และประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็ก ปีละ 1ครั้ง ถ้าเด็กมีปัญหาพัฒนาการก็จะส่งต่อหน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อให้การ ช่วยเหลือตามระบบต่อไป

การสังเกตและประเมิน พัฒนาการของลูก รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะว่า ให้สังเกตจากการเคลื่อนไหวว่ามีการเคลื่อนไหวได้ช้ากว่าปกติหรือไม่ เช่น วัย1เดือนสามารถนอนคว่ำ ยกศีรษะและหันศีรษะไปข้างใดข้างหนึ่งได้แล้วหรือไม่ พูดได้ช้ากว่าปกติหรือไม่ หรือไม่สามารถทำตามคำสั่งได้ ซนเกินไป ไม่มีสมาธิ หุนหันพลันแล่น ทำร้ายข้าวของ หรือเลี้ยงง่ายเกินไปไม่ค่อยมีการตอบสนอง นอกจากนี้ ยังสามารถสังเกตพัฒนาการไม่สมวัยได้จากการเปรียบเทียบกับเพื่อนๆในห้องเรียน ได้อีกทางหนึ่ง โดยสามารถสังเกตพัฒนาการได้เร็วที่สุดในช่วง 9 เดือน และ18 เดือน

ขอบคุณ สสส.